การเลือกใช้งานบัตรเครดิตนั้น มีหลากหลายเหตุผลด้วยกัน ส่วนใหญ่คนจะพูดถึง คือ มีของแถม อะไรในตอนสมัคร บัตร Visa หรือ Master วงเงินได้เท่าไหร่ สมัครง่ายไหม ฐานเงินเดือนล่ะ คำถามเหล่านี้ ดูจะเป็นคำถามพื้นฐานสำหรับผู้ที่ต้องการมีบัตรเครดิต
แต่สำหรับผม คำถามแรกที่จะถามคือ
บัตรของคุณ ไม่ว่าจะเป็นธนาคาร หรือไม่ใช่ธนาคาร ที่จะออกบัตรให้ผมนั้น หากเป็นบัตร Visa มีระบบ Verifited by Visa หรือไม่? หรือหากเป็นบัตร Master Card ได้ติดตั้งระบบ Master Card Secure Code แล้วหรือยัง? หรือมีระบบรักษาความปลอดภัยอื่นๆ อีกไหม?
อ่านดูแล้วคง งง ว่าผมทำไมต้องถามอย่างนั้น ผมขอยกตัวอย่างแล้วกันนะครับ .. หากผมมีบัตรเครดิตอยู่หนึ่งใบ ผมเกิดทำกระเป๋าสตางค์ หล่นหาย แล้วผมก็ยังไม่ทันทราบว่ากระเป๋าสตางค์หาย กว่าผมจะรู้ตัวก้ผ่านมาหลายชั่วโมงแล้ว จึงรีบโทรไปอายัดการใช้งานบัตรเครดิต ใบดังกล่าว ขณะกำลังโทรอายัด จึงสอบถามเจ้าหน้าที่ไปว่า วงเงินของผมยังอยู่ครบ หรือมีใครใช้ไปบ้างไหม ….. คำตอบที่ได้รับคือ มีการใช้บัตรเครดิต ไปเมื่อสักครู่นี้เอง … จนหมดวงเงิน เหตุการณ์อย่างนี้หากเกิดขึ้นจริงๆ ผมคงจะแย่แน่ ต้องปฏิเสธการจ่าย ไปแจ้งความ ต้องชี้แจงให้กับ ธ.ผู้ออกบัตรว่าผมทำกระเป๋าสตางค์หายนะ ไม่ได้แอบเอาไปใช้
อย่างที่เราทราบๆ กันดีครับ หากมีใครที่เก็บบัตรเครดิตเราได้ หรือตั้งใจขโมยก็แล้วแต่ หากเขาจะใช้ง่าย ๆ มี 2 วิธีครับ
ก็คือนำไปซื้อของตามห้างสรรพสินค้า เวลาจ่ายเงินก็เลือกแคชเชียร์ ที่ไม่ค่อยดูลายเซ็นหลังบัตร จังหวะซื้อก็แต่งตัวดี ๆ หน่อย เพียงเท่านี้ก็ซื้อของ ได้สบาย ๆ
ซื้อของผ่านอินเทอร์เน็ต หรือเอารหัสบัตรของเราไปขาย ในตลาดมืด หรือซื้อของบนอินเทอร์เน็ต เพียงแค่มีรหัส 16 หลักบนหน้าบัตร เดือนหมดอายุของบัตร และก็พลิกด้านหลัง ดู CVV (เลข 3 ตัวหลัง) และส่งของไปยังที่ที่ไม่สามารถอ้างอิงแหล่ง และรีบไปรับของก่อนตำรวจมา เพียงเท่านี้ เขาก็ได้ของ และใช้เงินของเราไปก่อนที่เราจะรู้ตัวเสียอีก
แนวทางการป้องกัน
ข้อที่ 1 นั้น เราคงจะป้องกันได้ยากครับ นั่นหมายถึง ถึงแม้เราจะเลือกบัตรเครดิตที่มีหน้าเราแปะ อยู่บนหน้าบัตร หากแคชเชียร์ไม่มอง มันก็ไม่มีความหมาย มีวิธีเดียวคือ เก็บรักษาบัตรให้อยู่กับตัว ให้ดีที่สุด
ข้อที่ 2 นั้น สามารถป้องกันได้ โดยการเลือกใช้บัตรเครดิตจาก ธนาคารผู้ออกบัตร ที่ติดตั้งระบบ Verified by Visa หรือ Master Card Secure Code เพื่อป้องกันการนำบัตรไปใช้ ซื้อสินค้าบน Internet ได้ในระดับหนึ่ง และหลีกเลี่ยง การจด รหัสบัตรเครดิต ไว้ที่อื่นใด เช่น ในสมุดโน๊ต หรือกระดาษทด หรือเก็บเป็นไฟล์ในเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยเด็จขาด
หลักการทำงานของระบบ Verified by Visa (เบื้องต้น)
ให้นึกถึง รหัสบัตรที่เป็นตัวเลข หรือตัวอักษร คล้าย ๆ กับรหัสบัตร ATM ที่เราใช้กันอยู่ทุกวัน ตัวอย่างหลักการทำงาน สมมติเราทำกระเป๋าสตางค์หาย หรือมีคนมาขโมยรหัสบัตรเครดิต ของเราไป โดยการมาเปิดกระเป๋า แอบจด หรือไปที่ปั๊มน้ำมัน แอบรูด หรือมีใคร Hack เข้ามาในเครื่องเรา ติดตั้งโปรแกรม Spyware คอยดูว่าเราคีย์บัตรเครดิต หรือไม่ เมื่อมีผู้ไม่ประสงค์ดี เอารหัสบัตรเราไปแล้ว ต้องการจะไปซื้อสินค้าผ่านอินเทอร์เน็ต แต่ระหว่างการซื้ออยู่นั้น เมื่อถึงขั้นตอนการชำระเงิน จะปรากฎหน้าจอให้กรอก รหัส VbV (Verified by Visa) ทางจอภาพ ซึ่งเป็นข้อมูลที่ไม่มีอยู่บนบัตร พลิกไป พลิกมาก็หาไม่เจอ รหัสตัวนี้เหมือนกับรหัส ATM เพราะฉะนั้น จะมีแต่เราเท่านั้นที่รู้ หากไม่รู้ ก็หมดสิทธิ์ ….
Posted by: ejeepss (catadmin.cattelecom.com)
สิ่งสำคัญในการเลือกบัตรเครดิต
Saturday, August 1, 2009เขียนโดย admin ที่ 8/01/2009 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: Credit Card, บัตรเครดิต
เปรียบเทียบบัตรเครดิต (Credit Card Comparison)
Thursday, July 16, 2009ถ้ายังไม่แน่ใจว่าบัตรเครดิตของที่ไหนตรงใจเราที่สุด ลองดูรายละเอียดเปรียบเทียบเงื่อนไขต่างๆของบัตรเครดิตแต่ละธนาคารกันครับ มาดูกันว่าคุณสมบัติของเราสามารถสมัครบัตรเครดิตแบบใดได้บ้าง บัตรเครดิตAIG X Card บัตรเครดิต เทสโก้ วีซ่า บัตร HSBC วีซ่า-มาสเตอร์การ์ด บัตรซิตี้แบงก์ วีซ่า เคลียร์ บัตรซิตี้แบงก์ วีซ่า บัตรกรุงศรี จีอี วีซ่า-มาสเตอร์ บัตรทอง American Express
บัตรKTC Titanium MasterCard
เขียนโดย admin ที่ 7/16/2009 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: Credit Card, Promotion Credit Card, บัตรเครดิต, รายละเอียดบัตรเครดิต
บัตรเครดิตชนิด Wave (Blue Wave และ K-Wave)
“วีซ่า” (VISA) เครือข่ายบัตรเครดิตระดับโลก เปิดบริการ Pay Wave ในต่างประเทศเมื่อ 4 ปีที่แล้ว ปัจจุบันมีแบงก์ทั่วโลกที่ใช้ระบบ Pay Wave ของวีซ่า และมักลงท้ายแบรนด์ที่เปิดบริการด้วย Wave ประมาณ 50 แบงก์ มีร้านรับบัตรแล้วกว่า 32,000 ร้าน โดยร้านค้าที่เหมาะกับบริการนี้คือร้าน หรือบริการที่มีคิว และเร่งรีบ เช่น ฟาสต์ฟู้ด ระบบขนส่งมวลชน
บัตรเครดิตแบบ Wave ปลอดภัยหรือไม่?
ผู้ถือบัตรสามารถจ่อบัตรกับเครื่องอ่านบัตรด้วยตัวเอง โดยมีพนักงานเก็บเงินเตรียมข้อมูลโดยผู้ถือบัตรไม่ต้องเซ็นสลิป ทำให้เกิดความรวดเร็ว แต่หากบัตรหายจะเกิดความเสียหายต่อผู้ใช้บัตรได้ จึงกำหนดวิธีการให้เกิดผลกระทบน้อยที่สุดคือห้ามใช้บัตรสำหรับซื้อสินค้าเกิน 1,500 บาทต่อครั้ง หรือในระบบของวีซ่ากำหนดไว้ไม่เกิน 25 ดอลลาร์ หากจับจ่ายในวงเงินสูงกว่าที่กำหนด จะกลับไปใช้ระบบรูดบัตรอ่านชิปการ์ด หรือแถบแม่เหล็กและเซ็นชื่อในสลิปแบบเดิม
เวลาในการรูดเปรียบเทียบกับบัตรเครดิตชนิดอื่นๆ และการใช้เงินสด
ชำระเงินด้วยเงินสดใช้เวลาเฉลี่ย 15 วินาที ตั้งแต่รับเงิน ตรวจสอบเงิน และทอนเงิน
การรูดบัตรแบบแถบแม่เหล็ก ใช้เวลา 20 วินาที ตั้งแต่รับบัตร รอสลิป เซ็นชื่อ ดูลายเซ็น และคืนบัตร
การใช้บัตร Wave to Pay เฉลี่ย 5-10 วินาที
บัตรเครดิต Wave ใครแรงกว่า บลูเวฟ (Blue Wave) VS เค-เวฟ (K-Wave)
เปิดตัว กุมภาพันธ์ 2008 พฤษภาคม 2008สโลแกน เท่ ทันใจในบัตรเดียว ช้อปเร็ว อย่างที่คุณคาดไม่ถึงจุดแข็ง ใช้ขึ้นบีทีเอส* สิทธิพิเศษส่วนลดเป้าหมายสิ้นปี
*เติมเงินก่อนขึ้นบีทีเอสบัตรบลูเวฟ เพื่อใช้ขึ้นรถไฟฟ้า มีขั้นตอนต้องเติมเงินก่อนเพื่อสร้างอีกกระเป๋าหนึ่งในชิปการ์ด เมื่อไปแตะบัตรที่ทางเข้าออกบีทีเอส เครื่องจะอ่านเฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับบีทีเอส ระบบนี้ทำให้เครื่องไม่จำเป็นต้องข้อมูลในชิปทั้งหมดซึ่งจะใช้เวลานาน เพราะตามหลักแล้วการขึ้นรถไฟฟ้าจะต้องอ่านบัตรได้เร็วที่สุด เพื่อให้การเคลื่อนตัวของผู้โดยสารไม่ติดขัด
บทความจาก http://thaicreditcash.com
เขียนโดย admin ที่ 7/16/2009 0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: Blue Wave, Credit Card, K Wave, บัตรเครดิต, รายละเอียดบัตรเครดิต